fbpx
วิตามินสำหรับคนท้อง สิ่งที่คุณแม่ต้องรู้

วิตามินสำหรับคนท้อง สิ่งที่คุณแม่ต้องรู้

วิตามินสำหรับคนท้อง สิ่งที่คุณแม่ต้องรู้

วิตามินสำหรับคนท้อง สิ่งที่คุณแม่ต้องรู้ ทุกคนอาจสงสัยว่าคนท้องควรได้รับวิตามินแบบไหน ปริมาณเท่าใด ? วันนี้เราจะมาบอกเกี่ยวกับรายละเอียดของเรื่องนี้ ว่าควรรับประทานวิตามินชนิดไหน หรือไม่ควรรับประทานวิตามินแบบใด

เมื่อคุณนั้นกำลังตั้งครรภ์อยุ่ คุณควรที่จะได้รับวิตามินและแร่ธาตุเป็นจำนวนมาก เพราะเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับพัฒนาการทางสุขภาพของทารก

สำหรับวิตามินที่สำคัญที่คุณควรได้รับก็คือวิตามินบี1 บี6 บี9 แคลเซียม เหล็ก เป็นต้น แต่ก่อนที่คุณจะรับประทานนั้น คุณควรที่จะปรึกษาแพทย์ก่อน เพื่อความปลอดภัย
วิตามินสำหรับผู้หญิงตั้งครรภ์ — วิตามินสำหรับคนท้อง

วิตามินของคนท้อง

Vitamin B1 วันละ 1.5-1.6 mg. เป็นส่วนที่สำคัญมากเพราะช่วยในเรื่องพัฒนาการของสมองส่วนกลางในเด็กทารก
• สำหรับ วิตามิน B2 ควรรับประทานวันละ 1.6 mg.เป็นประจำ
• วิตามิน B6 ปริมาณวันละ 2.2 mg. ช่วยในเรื่องัฒนาการด้านสมองของทารก
• Vitamin B9(กรดโฟลิก) ส่วนนี้น่าจะสำคัญที่สุด ควรรับประทานประมาณ 360-400 mcg. เพราะมีส่วนจำเป็นอย่างยิ่งต่อพัฒนาการของเด็กทารก
วิตามิน C ควรได้รับวันละ 70-95 mg.เป็นประจำ
• Vitamin E วันละ 10 ช่วยเสริมสร้างพัฒนาการด้านกล้ามเนื้อของทารก
Vitamin D เสริมสร้างกระดูกให้ทารกนั้นแข็งแรง
• แคลเซียม วันละ 1,200-1,500 mg. การขาดแคลเซียมอาจทำให้กระดูกพรุนได้
• ไอโอดีน ควรได้รับวันละ 175-200 mcg. ถ้าขาดไอโอดีน อาจทำให้ทารกมีน้ำหนักตัวที่น้อย และมีสติปัญญาต่ำ
• ธาตุเหล็ก ควรได้รับวันละ 30 mg. มีส่วนอย่างมากในการช่วยในเรื่องการเจริญเติมโตของทารก
• แมกนีเซียม ควรรับประทานวันละ 300-355 mg.ขึ้นไป เป็นประจำ
• ฟอสฟอรัส ควรได้รับวันละ 1,200 mg. ขึ้นไป เป็นประจำ
• ซีลีเนียม วันละ 65 mcg.เป็นประจำ
• สังกะสี วันละ 15 mg. เป็นแร่ธาตุที่มีผลต่อการเจริญเติมโตของเซลล์ทารกในครรภ์
• น้ำมันปลา (Fish oil) อาหารเสริมที่มี DHA และDPA สูง ช่วยเสริมสร้างความฉลาด สมองไว
• โปรตีน

**สำหรับคุณแม่ที่อยู่ในระหว่างตั้งครรภ์ในช่วง 3 เดือนแรก ห้ามกินวิตามิน A โดยเด็ดขาด เพราะอาจทำให้เสี่ยงต่อภาวะแท้งบุตร หรืออาจทำให้ทารกพิการแต่กำเนิด แต่หลังจากตั้งท้อง 3 เดือนแล้วจะได้ทำการกินวิตามินเอเสริมวันละ 3,000 IU ก็ไม่ได้มีปัญหา แต่ก็ยังไม่ขอแนะนำให้กิน หรือทางที่ดีที่สุด คุณแม่ตั้งท้องควรทำการปรึกษาแพทย์นะค่ะ

10 ประโยชน์ของวิตามินบี 12 ( โคบาลามิน Cobalamin )

10 ประโยชน์ของวิตามินบี 12 ( โคบาลามิน Cobalamin )

10 ประโยชน์ของวิตามินบี 12 ( โคบาลามิน Cobalamin )

• โคบาลามิน (Cobalamin) หรือ วิตามินบี12 เป็นวิตามินที่เป็นทั้งสารอาหารและยา ในเวลาเดียวกัน อีกทั้งยังเป็นวิตามินชนิดหนึ่งที่ละลายในน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพดี มีอีกชื่อที่รู้จักกันดีคือ ไซยาโนโคบาลามิน (Cyanocobalamin) เป็นวิตามินเพียงตัวเดียวที่มีแร่ธาตุที่จำเป็นประกอบอยู่ เมื่อรวมตัวกับแคลเซียม จะทำให้ดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้ดี

• ร่างการของเราสามารถเก็บสะสมวิตามินบี12 ได้ถึง 3 ปีกว่าที่วิตามินจะสูญสลายไปจากร่างกาย นอกจากนี้การทำงานของต่อมไทรอยด์ที่เป็นปกติจะช่วยการดูดซึมของวิตามินบี 12 อาการของการขาดวิตามินบี 12 อาจใช้เวลาถึง 5 ปีหลังจากที่สะสมในร่างกายหมดไปจึงจะปรากฏให้เห็น

วิตามินบี12 ส่วนมากจะพบในพวกเนื้อสัตว์เป็นหลัก เมื่อร่างกายขาดวิตามินบี 12 อาจทำให้เกิดโรคโลหิตจางและโรคเกี่ยวกับระบบประสาทได้

ประโยชน์ของวิตามินบี 12

ประโยชน์ของวิตามินบี 12

1. วิตามินบี 12 เป็นวิตามินที่ช่วยให้เซลล์ประสาททำงานอย่างมีประสิทธิและเป็นปกติ
2. ปรับสภาพอารมณ์ให้อยู่ในระดับปกติ หรือคลายเครียดนั่นเอง
3. เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย
4. ช่วยเสริมสร้างการเจริญเติบโตและให้พลังงานให้แก่ร่างกาย
5. เป็นหนึ่งในสารอาหารที่ช่วยรักษาโรคตาเสื่อมในผู้สูงอายุ
6. ทำให้ร่างกายสามารถใช้ โปรตีน และคาร์โบไฮเดรตได้อย่างเหมาะสมอีกทั้งยัง ช่วยลดไขมัน
7. เสริมสร้างเม็ดเลือดแดงให้กับร่างกายของเรา
8. ประโยชน์ของวิตามินบี 12 ช่วยสร้างเม็ดเลือดแดง ป้องกันโรคโลหิตจาง
9. ถ้าขาดวิตามินบี12 อาจทำให้ท้องเสีย ทำให้เกิดอาการชา ร่างกายอ่อนเพลีย
10. ช่วยให้ร่างกายได้รับสารอาหารอย่างเต็มที่

วิตามินบี 12

คำแนะนำสำหรับการรับประทานวิตามินบี12

• ขนาดที่ควรรับประทานคือ 2 mcg. สำหรับวัยผู้ใหญ่

• ควรที่จะรับประทานวิตามินบี 12 ร่วมกันกับกรดโฟลิกเพราะจะเป็นการเพิ่มพลังที่ดีที่สุดสูตรหนึ่ง

• ควรรับประทานวิตามินบี12 ร่วมกับวิตามินอื่นอีกเช่น วิตามินเอ วิตามินซี

• พวกที่ดื่มแอลกอฮอล์ และ พวกที่ไม่รับประทานเนื้อสัตว์หรือมังสวิรัติควรรับประทานวิตามินบี12 เป็นอย่างยิ่ง

• มีประโยชน์อย่างมากกับผู้หญิงที่อยู่ในช่วงประจำเดือนและก่อนมีประจำเดือน

• สำหรับผู้ที่รับประทานอาหารในกลุ่มโปรตีนมากก็ควรรับประทานวิตามินบี 12 เพิ่มมากขึ้นเป็นพิเศษ

• ห้ามปรับขนาดการรับประทานวิตามินบี12 เองเป็นอันขาด

วันนี้เพื่อนๆก็ได้รู้จักกับ วิตามิน บี 12 กันไปแล้ว อย่าลืมดูแลสุภาพ เพื่อให้ร่างกายแข็งแรงอยู่ตลอดเวลากันด้วยนะค่ะ

วิตามินดี ( Vitamin D ) คุณประโยชน์จากวิตามินดี ที่ดีต่อสุขภาพผิว

วิตามินดี ( Vitamin D ) คุณประโยชน์จากวิตามินดี ที่ดีต่อสุขภาพผิว

วิตามินดี ( Vitamin D ) คุณประโยชน์จากวิตามินดี ที่ดีต่อสุขภาพผิว

วิตามินดี ( Vitamin D ) เมื่อกล่าวถึงวิตามินดี ทุกคนอาจจะยังไม่รู้ว่าวิตามินดีนั้นเป็นวิตามินที่ละลายไขมันได้ดีเป็นอย่างยิ่ง ผู้คนจะได้รับวิตามินชนิดนี้จากอาหารที่ได้รับประทานเข้าไปในแต่ละมื้อ และที่สำคัญเลยจากแสงแดด ซึ่งรังสี UV ที่มาจากแสงแดดนั้นทำปฏิกิริยากับผิวหนังของเรา

ทำให้เกิดการสร้างวิตามินดีขึ้นมาและเข้าสู้ร่างกายของเรา เมื่อร่างกายของเราโดนแสงแดดจนสีผิวนั้นกลายเป็นสีแทน การสร้างวิตามินดีของผิวหนังนั้นจะเริ่มหยุดลง คุณสามารถตากแดดโดยไม่ทาครีมกันแดดได้ เพราะผิวหนังของเราจะรับวิตามินดีได้ แต่ก็อย่าลืมเช่นกัน ที่จะปกป้องผิวของคุณ

ควรจำกัดเวลาออกแดดให้เหมาะสมในแต่ละวัน จากการศึกษา พบว่าแหล่งอาหารที่สำคัญของวิตามินดีนั้นได้แก่ ปลาซาร์ดีน น้ำมันตับปลา ปลาทูน่า ปลาแซลม่อน นม เป็นต้น ที่มีอยู่ใน วิตามินดี

ประโยชน์วิตามินดี

คุณประโยชน์ของ Vitamin D

• หลัก ๆ เลย วิตามินดีนั้น มีแคลเซียมและฟอสฟอรัสค่อนข้างสูง มีผลต่อความแข็งแรงของกระดูก และฟัน

• ช่วยให้อายุของเรานั้นยืนยาวได้ งานวิจัยล่าสุดนั้นมีการเปิดเผยว่าวิตามินดีนั้น สามารถช่วยลดการตายที่เกี่ยวเนื่องกับโรคมะเร็งและโรคเลือดหัวใจตีบ

• วิตามินดีนั้นช่วยให้หัวใจของเรามีสุขภาพดี และช่วยรักษาความดันในเลือด

• วิตามินดีนั้นช่วยชะลอวัยของผิวพรรณ

การรับประทานวิตามินดี

การรับประทานวิตามินดี

• ผู้คนที่อยู่อาศัยในเมืองใหญ่ โดยเฉพาะในกรณีที่มีมลพิษหมอกควันหนาแน่นมากนั้น ควรที่จะได้รับวิตามินดีเพิ่มมากขึ้น

• หากคุณรับประทานยากันชักนั้น คุณควรที่จะต้องรับประทานวิตามินดีเสริม และคนที่ไม่ค่อยได้ตากแดดนั้นควรที่จะรับประทานวิตามินดีเสริมด้วยเช่นเดียวกัน

• หากคุณนั้นอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไปหรือว่ามีน้ำหนักตัวเกิน โปรดรู้ไว้ว่าคุณ มีความเสี่ยงที่มีวิตามินดีในร่างกายต่ำอาจทำให้เกิดผลเสียต่อร่างกาย

• ผลเสียที่เกิดจากการรับประทานวิตามินดีเกิน คือหากได้รับวิตามินดีในปริมาณมากเป็นเวลานาน (ประมาณ 500mcg ต่อวัน) จะทำให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพของเราได้ หรือได้รับวิตามินดีมากกว่า 45 mcg ต่อวันนั้นอาจจะทำให้เกิดภาวะวิตามินดีเกินได้

อาการอื่น ๆ ที่บอกว่าในร่างกายของเรานั้นมีวิตามินดีมากเกินไป ได้แก่ การกระหายน้ำมากผิดปกติ เจ็บบริเวณตา คันบริเวณผิวหนัง เกิดอาการอาเจียนและท้องร่วง กลั้นปัสสาวะไม่ค่อยได้ มีหินปูนแคลเซียมสะสมไว้ที่ผนังหลอดเลือด อีกอย่างคือ อวัยวะภายในร่างกายนั้นผิดปกติ เช่น ตับ ไต ปอดหรือ กระเพาะอาหารนั้นผิดปกติ

โรคที่เกิดจากการขาดวิตามินดี

โรคที่เกิดจากการขาดวิตามินดี

• โรคฟันผุขั้นรุนแรง ซึ่งเกิดในเด็กส่วนมาก

• ท้องเสีย นอนไม่ค่อยหลับ กล้ามเนื้อกระตุก และมีอาการเป็นหวัดบ่อย

วันนี้เพื่อน ๆ ก็ได้รู้จักกับ วิตามิน ดี กันมากขึ้นแล้ว อย่าลืมรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่เพื่อสุขภาพที่ดีกันด้วยนะจร้า

วิตามินบีรวม รู้จักกับประโยชน์ ( วิตามินบีรวม 13 ชนิด )

วิตามินบีรวม รู้จักกับประโยชน์ ( วิตามินบีรวม 13 ชนิด )

วิตามินบีรวม รู้จักกับประโยชน์ ( วิตามินบีรวม 13 ชนิด )

วิตามินบี หรือ วิตามินบีรวม เรามักรู้จักกันในวิตามินเสริมอาหาร และมีหลายชนิด ทุกชนิดนั้นก็มีประโยชน์และผลข้างเคียงที่ต่างกันออกไป โดยวิตามินบีแต่ละตัวจะทำงานเสริมซึ่งกันและควรท่จำรับประทานร่วมกันจึงจะมีประสิทธิภาพมากกว่า สำหรับชนิดต่าง ๆ ของวิตามินบีรวมนั้นก็ได้แก่

วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 วิตามินบี 3 วิตามินบี 5 วิตามินบี 6 วิตามินบี 7 วิตามินบี 9 วิตามินบี 12 วิตามินบี 15 วิตามินบี 17 และยังรวมไปถึง ไบโอติน โคลีน พาบา อิโนซิทอล อีกด้วยที่จัดว่าอยู่ในกลุ่มของ — วิตามินบีรวม

สำหรับการรับประทานวิตามินบีในรูปของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารนั้น ไม่ควรแยกรับประทานเพราะจะไม่ได้ประสิทธิภาพดีเท่าที่ควร แต่ควรรับประทานเป็นวิตามินบีรวม เพราะวิตามินบีแต่ละชนิดนั้นจะทำหน้าที่ส่งเสริมซึ่งกันและกัน

และจะทำให้เกิดประสิทธิภาพในการทำงานอย่างสูงสุด โดยวิตามินบีรวมนั้นมีความจำเป็นอย่างมากต่อระบบประสาทและความสมบูรณ์ของอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกาย

วิตามินบี1

วิตามินบี 1 (ไทอะมีน)

• ไทอะมินหรือที่เรียกกันว่าวิตามินบี 1 อยู่ในกลุ่มของวิตามินบีรวม เป็นวิตามินที่ละลายน้ำ หากมีอยู่ในร่างกายมากเกินไปก็จะถูกขับออกมาเพราะร่างกายไม่สามารถเก็บสะสมไว้ได้ จึงควรที่จะได้รับทุกวัน

• วิตามินบี 1 อาจถูกเรียกว่า “วิตามินเสริมขวัญและกำลังใจ” เพราะช่วยบำรุงประสาท ควรที่จะรับประทานร่วมกันจึงจะมีประสิทธิภาพมากกว่าแยกรับประทาน โดยควรรับประทานวิตามินบี 1 วิตามินบี 2 วิตามินบี 6 ในปริมาณที่เท่า ๆ กัน จะทำให้มีประสิทธิภายมากขึ้น

• วิตามินบี 1 พบได้ในจำพวก ถั่วเหลือง ผักใบเขียง ข้าว ถั่วลิสง รำข้าว เปลือกข้าว นม ไข่แดง เนื้อหมู เนื้อปลา เป็นต้น

• ผลเสียของการรับประทานเกินขนาด ก็คือ ตัวบวม ภูมิแพ้ หัวใจเต้นผิดปกติ

• ศัตรูของวิตามินบี 1 คือ แอลกอฮอล์ น้ำ อากาศ ฮอร์โมนเอสโตรเจน คาเฟอีน ยาลดกรดในกระเพาะ เป็นต้น

ประโยชน์ของวิตามินบี1

1. เสริมสร้างระบบการเจริญเติบโต
2. ช่วยในการทำงานของระบบประสาท และหัวใจ
3. บำรุงประสาท บำรุงกล้ามเนื้อ และช่วยให้หัวใจทำงานเป็นปกติ
4. บำรุงสมอง ความคิด สติปัญญาให้ดีมากยิ่งขึ้น
5. นำออกซิเจนไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ในร่างกาย
6. ช่วยในการดูดซึมไขมัน
7. ช่วยลดอาการวิงเวียนศีรษะ
8. ช่วยให้ระบบขับถ่ายเป็นปกติ
9. รักษาอาการเหน็บชาได้

วิตามินบี2

วิตามินบี 2 (ไรโบฟลาวิน)

• ไรโบฟลาวิน หรือเรียกว่า วิตามินบี2 มีอีกชื่อว่า วิตามินจี (Vitamin G)

• แหล่งอาหารที่พบวิตามินมี2 มาก ได้แก่ เนื้อปลา นม ไข่ ถั่ว ตับ ถั่วลิสง น้ำมันรำข้าว ผักใบเขียวต่าง ๆ

• เมื่อร่างกายได้รับวิตามินชนิดนี้เยอะจนเกิดขนาด จะเกิดอาการ คัน รู้สึกชา อาการแสบยิบ ๆ

• เมื่อร่างกายขาดวิตามินบี2 จะเกิดอาการ ประสาทผิดปกติ ผิวหนังอักเสบ อ่อนเพลี เบื่ออาหาร

ประโยชน์ของวิตามินบี 2

1.ช่วยในการแลกเปลี่ยนออกซิเจนในร่างกาย
2. ป้องกันโรคที่เกิดจากเชื้อรา
3. ถ้ากินคู่กับแคลเซียม จะทำให้อายุยืนขึ้นได้
4. กำจัดอาการเจ็บแสบในปาก ริมฝีปาก และลิ้น
5. บำรุงไต และอวัยวะต่าง ๆ

วิตามินบี3

วิตามินบี 3 (ไนอะซิน)

• วิตามินบี 3 หรือ ไนอะซิน พบมากในน้ำมันรำข้าว ถั่วลิสง มันฝรั่ง ใบยอ เป็นต้น

• ควรรับประทาน13-19 มิลลิกรัมต่อวัน

• เมื่อขาดวิตามินชนิดนี้ทำให้ ตับและประสาททำงานผิดปกติ ผิวหนังอักเสบ

• ผลเสียของการรับประทานเกินขนาด

1. หากในร่างกายคุณมีไนอะซินมากเกินไปอาจทำให้เสี่ยงต่อการเกิดโรคเกาต์
2. ทำให้โรคเบาหวานนั้นรุนแรงมากยิ่งขึ้น เพราะไนอะซินส่งผลต่อการควบคุมน้ำตาล
3. ที่สำคัญเลยก็คือไม่ควรให่สัตว์นั้นกิน

ประโยชน์ของวิตามินบี 3

1. เผาผลาญแป้ง และ ลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือดได้
2. บรรเทาอาการปวดศีรษะ
3. กระตุ้นการหมุนเวียนของเลือด
4. ลดความกังวลและความเครียด
5. ขยายหลอดเลือดที่บำรุงสมอง เยื่ออ่อน ผิวหนัง
6. ลดความดันโลหิต

วิตามินบี 5

วิตามินบี 5 (กรดแพนโทเทนิก)

• แหล่งอาหารที่พบวิตามินบี5หลัก ๆ ได้แก่ ตับ ไต หัวใจ เนื้อหมู เนื้อไก่ ธัญพืชไม่ขัดสี น้ำมันรำข้าว ถั่วลิสง ผักใบเขียว กากน้ำตาลไม่บริสุทธิ์

• ผู้ใหญ่ควรรับประทาน 10mcg ต่อวัน

• โรคจากการขาดวิตามินบี 5 ได้แก่ ภาวะน้ำตลาลในเลือดต่ำ แผลในกระเพาะอาหาร อาการเหน็บชา เป็นต้น

ประโยชน์ของวิตามินบี 5

1. ช่วยป้องกันการอ่อนเพลียของร่างกาย
2. รักษาอาการเหน็บชาจากมือ และเท้า
3. ช่วยเสริมระบบสร้างภูมิต้านทานให้แก่ร่างกาย
4. ช่วยในกระบวนการรักษาแผล ทำให้แผล หายเร็วมากยิ่งขึ้น
5. บรรเทาอาการเจ็บปวดที่เกิดจากการผ่าตัด
6. ช่วยให้ร่างกายรู้สึกสดชื่น สมองปลอดโปร่ง
7. บรรเทาอาการเจ็บปวดที่เกิดจากโรค ข้ออักเสบ
8. ลดการข้างเคียงจากยาปฏิชีวนะ
9. ช่วยให้การเจริญเติบโตของร่างกายพัฒนาได้เร็วขึ้น

วิตามินบี6

วิตามินบี 6 (ไพริด็อกซิน)

• วิตามินบี 6 ประกอบด้วย ไพริด็อกซิน ไพริด็อกซาล และไพริด็อกซามีน

• แหล่งอาหารที่พบ ได้แก่ พวกข้าว รำ ยีสต์ นม และข้าวโพด กะหล่ำปลี เป็นต้น

• ควรรับประทานประมาณ 1.6 – 2 mg. ค่อวัน

• เมื่อได้รับวิตามินบี6เกิดขนาด เป็นเวลานาน อาจทำให้เกิดปัญหาต่อระบบประสาทได้ เช่นทำให้การทำงานของระบบประสาทผิดปกติ

• โรคจากการขาดวิตามินบี 6 นอนไม่หลับ ผมร่วง โลหิตจาง เป็นต้น

ประโยชน์ของวิตามินบี 6

1. บำรุงผิวหนัง
2. เผาผลาญไขมันได้
3. บำรุงระบบประสาท
4. ลดอาการแพ้ท้อง
5. ช่วยไม่ให้ประสาทอักเสบ
6. ป้องกันโรคต่าง ๆ
7. ช่วยให้ร่างกายดูดซึมโปรตีนและไขมันได้ดีมากยิ่งขึ้น
8. ลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ

วิตามินบี7

วิตามินบี 7 (ไบโอติน)

• วิตามินบี 7 (Biotin) หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ วิตามินเอช เป็นวิตามินที่ละลายในน้ำ เพราะว่ามีซัลเฟอร์เป็นส่วนประกอบ

• แหล่งอาหารที่พบได้มาก ได้แก่ แป้งถั่วเหลือง ตับ ไข่แดง เนย บริเวอร์ยีสต์ ข้าวที่ไม่ผ่านการขัดสี ถั่วลิสง

• เมื่อขาดไบโอติน อาจทำให้เกิด ผิวหนังอักเสบ ผมร่าง อาจพบอาการซึมเศร้า ประสาทหลอน รวมถึงเกิดอาการชาตามร่างกาย แขน ขา มือ เท้าร่วมด้วย

ประโยชน์ของไบโอติน

1. ช่วยให้เซลล์ร่างกายมีการเจริญเติมโตได้ดียิ่งขึ้น
2. คงระดับน้ำตาลในกระแสเลือด
3. ช่วยในเรื่องการลำเลียงแก๊สออกซิเจนไปยังส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย
4. ช่วยเผาผลาญแป้งและไขมันได้เป็นอย่างดี
5. ลดอาการปวดกล้ามเนื้อ
6. บรรเทาอาการที่เกิดจากผดผื่น

วิตามินบี9

วิตามินบี 9 (กรดโฟลิก)

• วิตามินบี 9 หรือ กรดโฟลิก (โฟเลต,โฟลาซิน) หรือรู้จักกันในชื่อ วิตามินเอ็มหรือวิตามินบีซี (BC)

• แหล่งอาหารที่พบ ได้แก่ ไข่แดง ตับ ผักใบเขียวเข้ม แคร์รอต แคนตาลูป ฟักทอง เอพริคอต อะโวคาโด อาร์ทิโชก ถั่ว แป้งไรย์แบบสีเข้มที่ไม่ผ่านการขัดสี ทอร์ทูลายีสต์

• ขนาดที่แนะนำให้รับประทานคือประมาณ 180 – 200 mcg. ต่อวัน

• ผลเสียของการรับประทานเกินขนาด ปัจจุบันยังไม่พบว่ามีอาการที่เป็นพิษต่อร่างกายหากรับประทานในปริมาณมากติดต่อกัน แต่ในผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการผื่นแพ้ได้บ้าง และหากร่างกายมีกรดโฟลิกมากเกินไป อาจทำให้เป็นโรคโลหิตจางจากการขาดวิตามินบี 12 แต่ไม่แสดงออกมา

• โรคจากการขาดวิตามินบี 9 โรคโลหิตจางแบบแมโครไซติกหรือเม็ดเลือดแดงมีขนาดใหญ่ผิดปกติ

ประโยชน์ของวิตามินบี 9

1. ช่วยให้ระบบประสาททำงานได้เป็นปกติ
2. ช่วยสร้างเม็ดเลือดแดงและบำรุงสมอง
3. ป้องกันโรคโลหิตจาง
4. ช่วยให้กล้ามเนื้อในกระเพาะอาหารและลำไส้ทำงานได้ดียิ่งขึ้น
5. ลดความเสียงโรคหัวใจ
6. ป้องกันการพิการของเด็กแรกเกิด
7. บำรุงเส้นผม ตา ปาก และตับ

วิตามินบี12

วิตามินบี 12 (โคบาลามิน)

• โคบาลามิน (Cobalamin) หรือ วิตามินบี 12 เป็นวิตามินที่เป็นทั้งสารอาหารและยา ในเวลาเดียวกัน อีกทั้งยังเป็นวิตามินชนิดหนึ่งที่ละลายในน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพดี มีอีกชื่อที่รู้จักกันดีคือ ไซยาโนโคบาลามิน (Cyanocobalamin) เป็นวิตามินเพียงตัวเดียวที่มีแร่ธาตุที่จำเป็นประกอบอยู่ เมื่อรวมตัวกับแคลเซียม จะทำให้ดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้ดี

• ร่างการของเราสามารถเก็บสะสมวิตามินบี12 ได้ถึง 3 ปีกว่าที่วิตามินจะสูญสลายไปจากร่างกาย นอกจากนี้การทำงานของต่อมไทรอยด์ที่เป็นปกติจะช่วยการดูดซึมของวิตามินบี 12 อาการของการขาดวิตามินบี 12 อาจใช้เวลาถึง 5 ปีหลังจากที่สะสมในร่างกายหมดไปจึงจะปรากฏให้เห็น

• วิตามินบี 12 ส่วนมากจะพบในพวกเนื้อสัตว์เป็นหลัก เมื่อร่างกายขาดวิตามินบี 12 อาจทำให้เกิดโรคโลหิตจางและโรคเกี่ยวกับระบบประสาทได้

ประโยชน์ของวิตามินบี12

1. วิตามินบี 12 เป็นวิตามินที่ช่วยให้เซลล์ประสาททำงานอย่างมีประสิทธิและเป็นปกติ
2. ปรับสภาพอารมณ์ให้อยู่ในระดับปกติ หรือคลายเครียดนั่นเอง
3. เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย
4. ช่วยเสริมสร้างการเจริญเติบโตและให้พลังงานให้แก่ร่างกาย
5. เป็นหนึ่งในสารอาหารที่ช่วยรักษาโรคตาเสื่อมในผู้สูงอายุ
6. ทำให้ร่างกายสามารถใช้ โปรตีน และคาร์โบไฮเดรตได้อย่างเหมาะสมอีกทั้งยัง ช่วยลดไขมัน
7. เสริมสร้างเม็ดเลือดแดงให้กับร่างกายของเรา
8. ประโยชน์ของวิตามินบี 12 ช่วยสร้างเม็ดเลือดแดง ป้องกันโรคโลหิตจาง
9. ถ้าขาดวิตามินบี12 อาจทำให้ท้องเสีย ทำให้เกิดอาการชา ร่างกายอ่อนเพลีย
10. ช่วยให้ร่างกายได้รับสารอาหารอย่างเต็มที่

วิตามินบี15

วิตามินบี 15 (กรดแพงเกมิก)

• แหล่งอาหารที่พบ แพงเกมิกได้มาก ได้แก่ เมล็ดงา เมล็ดฟักทอง รำข้าว ข้าวเจ้า ผลไม้จำพวกแตง เป็นต้น

• เมื่อขาดวิตามิน บี 15 อาจทำให้ร่างกายเกิด ความผิดปกติ เช่น ออกซิเจนไปเลี้ยงร่างกายได้น้อยลง ช่วยให้เหนื่อยง่าย

ประโยชน์ของวิตามินบี15

1. ช่วยในเรื่องการนำออกซิเจนไปเลี้ยงในส่วนต่าง ๆ
2. ช่วยอาการอาหารไม่ย่อย
3. ป้องกันอันตรายจากมลพิษรอบกาย
4. ช่วยให้ลดอาการอยากดื่มสุรา
5. บรรเทาการเจ็บหน้าอก
6. ป้องกันโรคตับแข็ง
7. เร่งการฟื้นตัวจากความอ่อนเพลีย
8. ช่วยให้ร่างกายแข็งแรง

วิตามินบี17

วิตามินบี 17 (อะมิกดาลิน)

• วิตามินบี 17 หรือที่เรียกกันว่า อะมิกดาลิน (Amygdalin)

• แหล่งอาหารที่พบมากนั้น ได้แก่ เมล็ดจากธัญพืช เช่น เมล็ดแอพริคอท แอปเปิ้ล เมล็ดทานตะวัน ถั่ว รวมไปถึงข้าว

• เมื่อได้รับวิตามินชนิดนี้มากเกิดไป เหงื่อออก ปวดศีรษะ มีอาการง่วงซึม ร่างกายอ่อนเพลี หายใจติดขัด ๆ ริมฝีปากเขียว ความดันต่ำ ตัวเย็น

• เราเชื่อกันว่าวิตามินชนิดนี้สามารถช่วยรักษาและชะลอโรคมะเร็งได้ (แต่ยังไม่เป็นที่ยอมรับและน่าเชื่อถือเท่าที่ควร)
พาบา (กรดพารา-แอมิโนเบนโซอิก)

พาบา

พาบา (PABA) จัดอยู่ในกลุ่มวิตามินบีรวม ช่วยในการสร้างกรดโฟลิก พบสะสมในเนื้อเยื่อผิวหนังร่างกาย

• แหล่งอาหารที่สำคัญที่พบ ได้แก่ บริเวอร์ยีสต์ รำข้าว จมูกข้าวสาลี โยเกิร์ต กากน้ำตาล

• เมื่อร่างกายได้รับวิตามินชนิดนี้เป็นเวลายาวนาน จะพบว่า เกิดอาการคลื่นไส้อาเจียน

ประโยชน์ของพาบา

1. ช่วยให้สุขภาพดี บำรุงตับ ไต
2. ช่วยชะลอความเหี่ยว ย่น ของผิว
3. สร้างกรดโฟลิก
4. ลดความเครียด
5.ป้องกันผมหงอก ปกป้องผิวจากแสงแดด

โคลีน

โคลีน (Choline)

• โคลีน (Choline) เป็นสารที่สำคัญที่ช่วยเผลาหลาญไขมันจากร่างกาย และจำเป็นสำหรับการสังเคราะห์โปรตีน อีกทั้งยังจัดอยู่ในกลุ่มของวิตามินบีรวม

• แหล่งอาหารที่พบโคลินได้แก่ ผักใบเขียว ผักกาดหอม ไข่แดง ผลไม้รสเปรี้ยว ธัญพืช เป็นต้น

• เมื่อขาดโคลีนอาจทให้เกิด ความดันโลหิตสูง คอลเลสเตอรอลสูง ความต้านทานโรคต่ำ ประสาทเสื่อม ตับถูกทำลาย ส่งผลให้ตับแข็งได้

ประโยชน์ของโคลีน

1. ช่วยสร้างเลซิติน
2. ลดการสะสมคอลเลสเตอรอล
3. ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย
4. ช่วยในการทำงานของระบบประสาท โดยเฉพาะเรื่องความจำ
5. แก้ปัญหาเรื่องความจำเสื่อม
6. กำจัดสารพิษที่ตกค้างภายในร่างกาย
7. ช่วยป้องกันโรคอัลไซเมอร์

อิโนซิทอล

อิโนซิทอล (Inositol)

• อิโนซิทอล (Inositol) ร่างกายนั้นสามารถสังเคราะห์ได้ พบมากในสมอง ไขสันหลัง จัดอยู่ในกลุ่มของวิตามินบีรวม

• แหล่งอาหารที่พบ ได้แก่ ข้าวกล้อง ผักใบเขียวต่าง ๆ หัวหอม ไก่ ตับ ถั่วลิสงเป็นต้น

• ควรรับประทานประมาณ 100-200 มิลลิกรัมต่อวัน

• ผลจากการขาดอิโนซิทอล

1. อาจเกิดอาการตับแข็ง เนื่องจากตับไม่ทำงาน หรือทำงานไม่เต็มที่ เนื่องจากมีไขมันมาเกาะ
2. โรคหัวใจ คอลเลสเตอรอลสูง
3. ผื่นคัน ผิวหนังอักเสบ
4. เกิดความผิดปกติกับดวงตา
5. เกิดภาวะเส้นเลือดอุดตัน เช่น มีการแข็งตัวของผนังเส้นเลือด

ประโยชน์ของอิโนซิทอล

1. ควบคุมสภาพหัวใจ ตับ ไต และเส้นผมให้อยุ่ในสภาพสมบูรณ์
2. ป้องกันการแข็งตัวของเลือด
3. ทำให้ไม่เครียด รู้สึกผ่อนคลาย
4. ป้องกันโรคที่เกิดจากผิวหนัง
5. ควมคุมระดับคอลเลสเตอรอลในเลือด
6. มีความสำคัญต่อภาวะเจริญเติบโต

วันนี้เพื่อนๆ ก็ได้รู้จักกันกับ วิตามิน บีรวมกันมากขึ้น หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์กับหลาย ๆ คนวันนี้ขอตัวลาไปก่อน สวัสดีจ้า

9 ประโยชน์วิตามินบี 1 ( ไทอะมีน Thiamine )

9 ประโยชน์วิตามินบี 1 ( ไทอะมีน Thiamine )

9 ประโยชน์วิตามินบี 1 ( ไทอะมีน Thiamine )

• ไทอะมินหรือที่เรียกกันว่า วิตามินบี 1 อยู่ในกลุ่มของวิตามินบีรวม เป็นวิตามินที่ละลายน้ำ หากมีอยู่ในร่างกายมากเกินไปก็จะถูกขับออกมาเพราะร่างกายไม่สามารถเก็บสะสมไว้ได้ จึงควรที่จะได้รับทุกวัน

• วิตามินบี 1 อาจถูกเรียกว่า “วิตามินเสริมขวัญและกำลังใจ” เพราะช่วยบำรุงประสาท ควรที่จะรับประทานร่วมกันจึงจะมีประสิทธิภาพมากกว่าแยกรับประทาน โดยควรรับประทานวิตามินบี 1 วิตามินบี 2 วิตามินบี 6 ในปริมาณที่เท่า ๆ กัน จะทำให้มีประสิทธิภายมากขึ้น

• วิตามินบี 1 พบได้ในจำพวก ถั่วเหลือง ผักใบเขียง ข้าว ถั่วลิสง รำข้าว เปลือกข้าว นม ไข่แดง เนื้อหมู เนื้อปลา เป็นต้น

• ผลเสียของการรับประทานเกินขนาด ก็คือ ตัวบวม ภูมิแพ้ หัวใจเต้นผิดปกติ

• ศัตรูของ วิตามินบี1 คือ แอลกอฮอล์ น้ำ อากาศ ฮอร์โมนเอสโตรเจน คาเฟอีน ยาลดกรดในกระเพาะ เป็นต้น

วิตามินบี 1

คำแนะนำในการรับประทานวิตามินบี 1

• ควรรับประทานประมาณ 1-1.5 มิลลิกรัม ต่อวันสำหรับผู้ใหญ่ และ 1.5-1.6 มิลลิกรัมต่อวัน สำหรับหญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตร

• หากคุณรับประทานยาลดกรดในกระเพาะหลังอาหารเป็นประจำ คุณอาจไม่ได้รับวิตามินบี 1 ที่ควรจะได้จากอาหารมื้อนั้น ๆ

• เมื่อให้นมบุตร หรือรับประทานยาลดกรดในกระเพาะอาหารเป็นประจำ ร่างกายควรได้รับวิตามินบี1 เพิ่ม

• เมื่อร่างกายเจ็บป่วย มีภาวะเครียด หรือผ่าตัด ร่างกายนั้นต้องการวิตามินบี 1 เพิ่มขึ้น

• หากคุณชอบรสชาติหวาน และสูบบุหรี่เป็นประจำ ควรที่จะรับประทานวิตามินบี1เสริมเข้าไป

ประโยชน์วิตามินบี 1

ประโยชน์ของวิตามินบี 1

1. เสริมสร้างระบบการเจริญเติบโต
2. ช่วยในการทำงานของระบบประสาท และหัวใจ
3. บำรุงประสาท บำรุงกล้ามเนื้อ และช่วยให้หัวใจทำงานเป็นปกติ
4. บำรุงสมอง ความคิด สติปัญญาให้ดีมากยิ่งขึ้น
5. นำออกซิเจนไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ในร่างกาย
6. ช่วยในการดูดซึมไขมัน
7. ช่วยลดอาการวิงเวียนศีรษะ
8. ช่วยให้ระบบขับถ่ายเป็นปกติ
9. รักษาอาการเหน็บชาได้

เป็นอย่างไรกันบ้าง หวังว่าเรื่องราวของ วิตามิน บี1 ในวันนี้ จะเป็นประโยชน์กับเพื่อน ๆ ไม่มากก็น้อย วันนี้ขอตัวลาไปก่อน สวัสดีจ้า

6 โรคขาดวิตามินซี วิธีป้องกัน การรักษาโรคขาดวิตามินซี ที่คุณควรรู้

6 โรคขาดวิตามินซี วิธีป้องกัน การรักษาโรคขาดวิตามินซี ที่คุณควรรู้

6 โรคขาดวิตามินซี วิธีป้องกัน การรักษาโรคขาดวิตามินซี ที่คุณควรรู้

6 โรคขาดวิตามินซี วิธีป้องกัน การรักษาโรคขาดวิตามินซี ที่คุณควรรู้ วิตามินซี หรือ กรดแอล-แอสคอร์บิก (L-ascorbic acid ) วิตามินซีเป็นสารอาหารที่จำเป็นสำหรับคนเราและสัตว์ เป็นวิตามินประเภท ที่ละลายในน้ำได้ดี กลูโคสหรือน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวจะสังเคราะห์วิตามิน เกิดการออกซิไดซ์ เรียกปฏิกิริยานี้ว่า ดีไฮโดรแอสคอร์บิก (Dehydroascorbic Acid)

วิตามินซีในคุณลักษณะนี้ รับได้ตามธรรมชาติ ยกตัวอย่างผัก ผลไม้ที่มีวิตามินซีในระดับสูง เช่นผักคะน้าที่ยังไม่ได้ต้ม และผลฝรั่ง เป็นต้น วิตามินซีจากธรรมชาติที่เหมาะสมเหล่านั้นมีผลดีต่อร่างกายโดยตรง ถัดมาจะพูดตั้งแต่อาการเมื่อขาดวิตามินซี

จากโรคขาดวิตามินซีเป็นอย่างไร ประโยชน์ต่อร่างกายสำหรับการรับวิตามินอย่างเหมาะสม และการฉีดวิตามินซีซึ่งเป็นวิธีที่แอ๊ดวานซ์ไปอีก(ที่เป็นกระแสนิยม) สำหรับผู้ที่รักสุขภาพรวมไปถึงผิวกระจ่างใสและขาวได้ไวด้วยการฉีดวิตามินซี สามารถดูหัวข้อต่อไปได้เลย — โรคขาดวิตามินซี


อาการคนที่ขาดวิตามินซี จากโรคขาดวิตามินซี


การบริโภควิตามินซีที่น้อยเกินไป หรือได้รับปริมาณที่ไม่เพียงพอต่อร่างกาย จะทำให้เกิดโรคต่างๆในร่างกายได้ดังต่อนี้

อาการโรคขาดวิตามินซี

1 . ขาดวิตามินซีทำให้เป็นโรคลักปิดลักเปิด

ขาดวิตามินซี ทำให้เป็นโรคลักปิดลักเปิด เกิดจากการขาดวิตามินซี หรือได้รับวิตามินซีที่น้อยเอามากๆ จนทำให้คอลลาเจนที่ถูกสังเคราะห์ในร่างกายไม่มีความเสถียรในการทำหน้าที่ ลักษณะอาการ ช่องปากมักเจ็บเป็นแผล

ต่อมน้ำลายอาจโต อาการเหงือกบวมและมีเลือดออกไรฟัน หน้าซีด และ มีอาการซึมเศร้า วิตามินซีในแง่ของโรคลักปิดลักเปิด สามารถป้องกันได้โดยการรับประทานผักผลไม้ให้มาก ๆ ในทุกมื้ออาหาร โดยเฉพาะการรับประทานอาหารที่มีวิตามินซีสูง

ขาดวิตามินซี

2 . โรคหวัด

โรคหวัด เป็นโรคที่ผู้คนรู้จักกันดี หากได้รับวิตามินซีไม่เพียงพอ ทำให้หน้าที่การกระตุ้นเซลล์เม็ดเลือดขาวจากวิตามินซีต่ำลง ส่งผลให้ภูมิต้านทานในร่างกายต่ำลง จนทำให้เกิดอาการเริ่มต้น มีน้ำมูกไหล คัดจมูก จาม หรือไอ

ในแง่ของโรคหวัดช่วยสนับสนุนภูมิคุ้มกันต่อต้านเชื้อไวรัสไม่ให้เข้ามาทำลายสุขภาพของคุณ หรือช่วยให้สุขภาพคุณดีนั้นเอง ดังนั้น หากคุณเป็นหวัด ไม่ต้องแปลกใจไปเลย คุณควรจะรับประมาณวิตามีนซีเพิ่มอีกหน่อยนะ

วิตามินซีขาด

3 . โรคภูมิแพ้

โรคภูมิแพ้ สารฮีสตามีนที่มาจากภูมิต้านทานในร่างกายได้ต่อสู้กับสิ่งรอบตัวภายนอก เช่น ฝุ่น เกสรดอกไม้ หรือสารฮีสตามีนที่มากเกินจนภูมิคุ้มกันของร่างกายที่ทำงานมากเกินไป จนทำให้เกิดการจาม

วิตามินซีในแง่ของโรคภูมิแพ้มีสารแอนตี้ฮิสตามีน ช่วยต่อต้านสารฮิสตามีนที่มากจากภูมิต้านทานในร่างกาย รวมไปถึงช่วยปรับระบบภูมิต้านทานให้สมดุล ทำให้อาการภูมิแพ้ลดลง แนะนำด้วยการกินผักผลไม้ที่มีวิตามินซีอีกเช่นเคย

โรคขาดวิตามิน

4 . โรคเครียด

ร่างกายขาดวิตามินซีมีผลต่อโรคเครียดได้ด้วยเช่นกัน ส่งผลให้เกิดภาวะความเครียด รวมไปถึง โรคกระเพาะอาหารได้อีกด้วยและทำให้นอนได้ยาก เป็นต้น เมื่อร่างกายได้รับวิตามินซีที่เหมาะสมอย่างเพียงพอ ก็จะช่วยต่อต้านและป้องกันไม่ให้เกิดโรคต่างเหล่านี้ได้ด้วยเช่นกัน

สาเหตุของโรคขาดวิตามินซี

5 . ผิวพรรณไม่ผ่องใสเท่าที่ควร

ผิวหยาบกระด้างได้ง่าย เหี่ยวย่นมากไป มีจุดด่างดำ มีฝ้าตามผิว เป็นอาการที่แสดงให้เห็นว่าร่างกายขาดวิตามินซี ซึ่งวิตามินซีในแง่ของผิวผัน จะช่วยกระตุ้นการทำงานคอลลาเจนในร่างกายโดยตรง ทำให้ผิวไม่กระด้าง เหี่ยวย่น จุดด่างดำ ฝ้า ลดลงไป ผิวดูยืดหยุ่น กระชับ ผิวดูอ่อนเยาว์

การขาดวิตามินซี

6 . ผลเสียต่อร่างกายเมื่อดื่มเบียร์หรือเหล้า และ สูบบุหรี่

เมื่อร่างกายจะได้รับสิ่งเหล่านี้เข้าสู่ร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นแอลกอฮอล์ในเบียร์หรือเหล้า สารนิโคตินจากบุหรี่ ทำให้ส่งผลเสียต่อร่างกาย การทำงานของการดูดซึมสารอาหารต่างๆในร่างกายลดลงไป ส่งผลให้สุขภาพเสื่อมโทรมได้เร็ว หากร่างกายได้รับวิตามินไม่เพียงพอไปอีก

จะส่งผลให้มีสุขภาพเสื่อมโทรมได้ไว หน้าตาจะแก่กว่าอายุและเกิดโรคร้ายต่างๆตามมาได้ไวเช่นกัน หากอยากให้ร่างกายแข็งแรงเป็นปกติควรเว้นการดื่มเบียร์และสูบบุหรี่ กลับมาใส่ใจร่างกายให้เหมือนเดิมโดยการออกกำลังกายและให้กิน วิตามินซี เป็นประจำ เพื่อสร้างภูมิคุ้มปกป้องร่างกายไม่ให้เกิดโรคต่างๆ

ฉีดวิตามินซี

4 ข้อควรจำ สำหรับผู้ที่จะฉีดวิตามินซีเข้าสู่ร่างกาย

ผิวขาวกระจ่างใสได้ไว ผิวผันผ่องใสได้เร็ว สำหรับผู้ที่คนที่ต้องการฉีดวิตามินซี การรับประทานวิตามินซีในรูปแบบผักผลไม้และอาหารเสริมเป็นวิธีที่ดีอยู่แล้ว แต่การฉีดวิตามินซีเข้าผิวหนังจึงนับเป็นอีกหนึ่งช่องทาง ที่ช่วยในเรื่องสุขภาพร่างกาย และช่วยบำรุงผิวในตัวได้ดีเช่นกัน

ต่างกันคือทำให้เห็นผลลัพธ์รวดเร็วกว่า แต่ก่อนฉีดนั้น ควรจะจำ 4 ข้อนี้ไปก่อน สำหรับผู้ต้องการจะฉีดวิตามินซี ตามมาดูต่อได้เลย

1 . ตรวจร่างกายก่อนจะตัดสินใจฉีดวิตามินซี

ปรึกษารวมไปถึงการตรวจร่างกายแพทย์ให้แน่ใจว่า ก่อนการจะฉีดวิตามินซีนี้ ร่างกายแข็งแรงปกติดีหรือเปล่ารวมไปถึงตับไตทำงานได้ดีอยู่แล้วเป็นต้น และไม่มีประวัติภูมิแพ้ เพราะนั้นเป็นสิ่งสำคัญ หากได้รับการฉีดวิตามินซี แต่ร่างกายไม่แข็งแรง หรือมีอาการภูมิแพ้อยู่แล้ว เมื่อได้รับการฉีดไป ก็ไม่เป็นผลดีต่อร่างกาย ซึ่งอาจจะทำให้ร่างกายแย่กว่าเดิมก็เป็นได้

2 . การฉีดวิตามินซีได้ผลดี แต่ไม่ใช่ทั้งหมด

หากผ่านข้อหนึ่งมาแล้ว ให้มาดูข้อที่ควรจำต่อ การบำรุงผิวโดยการฉีดวิตามินซีที่มีปริมาณมิลลิกรัมที่เข้มข้ม เมื่อเส้นเลือดได้รับวิตามินซีหรือถูกฉีดแล้วก็ตาม การดูดซึมวิตามินซีในร่างกายยังนำไปใช้ในปริมาณที่จำกัด ส่งผลให้บำรุงผิวได้บางส่วนเท่านั้น อีกทั้งผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นในแต่ละคน ยังแตกต่างกันไป ให้ทำความเข้าใจว่าให้ผลดีแต่ไม่ใช่ทั้งหมด

3 . วิตามินซีที่เหมาะสมต่อการฉีดในหนึ่งสัปดาห์

เมื่อผ่านการฉีดครั้งแรกไปด้วยดีแล้ว สิ่งที่ควรจำต่อมาคือการฉีดวิตามินปริมาณวิตามินซีที่เหมาะสม ควรฉีดไม่เกิน 2 – 5 กรัมต่อสัปดาห์ หากได้รับวิตามินซีน้อยไปอาจได้ผลมาดีพอและหากมากไปอาจส่งผลเสียต่อร่างกายได้ และก็ควรอยู่ภายใต้คำวินิจฉัยจากแพทย์ หากมีอาการข้างเคียงตามมา การฉีดวิตามินซีก็ควรปรึกษาแพทย์หรือหยุดทันที

4 . น้ำดื่มที่จำเป็นต่อการฉีดวิตามินซีเข้าสู่ร่างกาย

โดยปกติแล้ว การรับประทานโดยผักผลไม้ที่มีวิตามินซีหรือวิตามินซีในรูปแบบอาหารเสริม หนึ่งวันมากกว่า 1,000 มิลลิกรัม ซึ่งน้ำเป็นสิ่งที่สำคัญต่อร่างกายอยู่แล้ว เพราะน้ำสามารถช่วยละลายของวิตามินซี หากฉีดวิตามินซีในปริมาณเข้มข้น หลังฉีดวิตามินซีก็ ก็ต้องดื่มน้ำในปริมาณมากๆกว่าเดิมไปอีก